แต้มแรกของ ”แชมป์เก่า” และ ”รองแชมป์”

น่าประหลาดอยู่สักหน่อยที่ผลการแข่งขันจากสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยมเมื่อวันเสาร์จบลงด้วยการไม่มีประตูเกิดขึ้น

จากความไม่รัดกุมของเกมรับที่ได้มองเห็นในนัดแรก ภาวะความ (ไม่) พร้อมต่างๆ ของตัวผู้เล่น สถิติเก่าๆในสมัยก่อน การพบกันของ ''แชมป์เก่า'' และก็ ''รองแชมป์'' เมื่อฤดูกาลที่แล้ว น่าจะเป็นอีกเกมที่ผู้เฝ้าประตูของสองฝั่งได้ก้มเก็บลูกที่ตูดตาข่ายแน่ๆ

ฤดูกาลก่อน คู่นี้ยิงรวมกัน 10 ประตูจาก 2 นัดหมายที่อาร์เซน่อลเก็บชัยชนะได้หมด แต่ท้ายที่สุดเป็นเลสเตอร์คว้าแชมป์

ย้อนไปมากยิ่งกว่าสี่สิบปีที่เคยฟัดกันมา มีเพียงนัดหมายเดียวที่จบแบบไม่มีสกอร์

แต่ก็เข้าใจได้ว่าบางทีอาจเนื่องจากผลนัดแรกที่ออกตัวหัวทิ่มแทง แพ้มาทั้งคู่ ทำให้ไม่มีใครอยากจะแพ้เป็นนัดหมายที่ 2 ซึ่งยิ่งจะทำให้ขวัญกำลังใจย่ำแย่ไปกันใหญ่

อาการ ''เกร็ง'' และไม่เป็นตัวของตัวเองจึงขึ้นในหลายจังหวะ ความระแวดระวังในแนวรับจึงมีมากยิ่งกว่าเดิม

ในรูปภาพรวม ผลเสมอ 0-0 เป็นเรื่องเที่ยงธรรม และก็ถ้าเกิดมีข้างหนึ่งข้างใดที่ควรพึงพอใจมากยิ่งกว่าก็ควรจะเป็นอาร์เซน่อลเนื่องจากรอดจากการเสียจุดโทษถึง 2 ครั้ง 2 ครา

เคลาดิโอ รานิเอปรี่ ไม่ขอให้ความเห็นกับสองจังหวะนี้ที่จำเป็นจะต้องได้จุดโทษ

โลร็องต์ กอสสิแอลนี่ เสียบโดนบอลจริงแต่ก็รวบขา ดินแดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ ล้มไปด้วย ลูกนี้ให้ได้ แต่คงจะเนื่องจาก มาร์ค แคล็ตโก้นเบิร์ก คิดว่าบอลล้นไปถึง เจมี่ วาร์ดี้ ได้เล่นต่อจึงปล่อยเลย

อีกจังหวะชัดเจนกว่า อาห์เหม็ด มูซ่า หัวหอกตัวใหม่เลสเตอร์เลี้ยงหนี เอคตอร์ เบเยริน เข้าเขตโทษก่อนโดนแบ็กสแปนิชเข้าจาก ''ด้านหลัง'' กระทั่งล้มคว้ำ แต่ก็ยังไม่มีเสียงนกหวีดจากเปามาร์ค

แคล็ตโก้นเบิร์ก แปลงเป็นเป้าจู่โจมของกองเชียร์แชมป์เก่าอย่างแน่นอน แต่รานิเอปรี่ก็สวมมาดผู้แสดงนำชายรุ่นใหญ่กล่าวว่าเรื่องของความผิดพลาดเกิดขึ้นได้กับทุกคน

ผู้จัดการทีม นักเตะ แม้กระทั่งผู้ตัดสิน

สมมุติว่าเป็นอีกฝั่งที่เสียผลประโยชน์ ผมมั่นอกมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า อาร์แซน เวนเกอร์ ต้องโวยแหลกยิ่งกว่าผู้ครอบครองรีสอร์ตแถวภูเขาทับเบิก

ผ่านเรื่องจุดโทษไป สิ่งที่ทั้งเลสเตอร์ และก็อาร์เซน่อลถูกจับจ้องเป็นพิเศษในการพบกันตั้งแต่นัดหมายสองของฤดูกาลคือ ทีมใดจะ ''ฟื้น'' จากความปราชัยนัดแรกได้ดีกว่ากัน

แชมป์เก่า ทำได้ดีมากยิ่งกว่าทั้งเรื่องของทรงบอล และก็การเคลื่อนที่ของผู้เล่น ขาดแต่เพียงชัยชนะต่อหน้ากองเชียร์ในบ้าน

การได้ โรเบิร์ต ฮูธ พ้นโทษแบนกลับมาทำให้จัดแนวรับชุดเก่งจากฤดูกาลก่อนได้ทั้งแผง และก็การประสานงานกันระหว่าง ฮูธ กับ เวส มอร์แกน ก็ยังคงดีเลิศ

นี่คืออีกคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟที่สูงใหญ่ แน่นแฟ้น หนักแน่น แม้วัยล่วงเลยเกินสามสิบไปแล้วหลังจากนั้นก็ตาม

กองทัพหมาจิ้งจอกไทยครองบอลน้อยกว่าแต่ก็เป็นสไตล์ที่พวกเขาเล่นมาตลอดฤดูกาลที่แล้ว

จุดแข็งก็คือการโต้กลับ และก็ใช้ประโยชน์จากความรู้ความเข้าใจเฉพาะบุคคลของ ริยาด ผีเรซ และก็ความเร็วของ เจมี่ วาร์ดี้ จู่โจมคู่แข่งขัน ไม่ต้องเสียเวลาต่อบอลล้นหลามแต่พาบอลไปถึงพื้นที่อันตรายของคู่แข่งขันในเวลาเร็วทันใจ

วาร์ดี้ แสดงความฟิตและก็ความขยันออกมาให้มองเห็นเช่นเคย วิ่งตามบอลในทุกจังหวะ และก็น่าจะมีอย่างต่ำหนึ่งประตูโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลุดผู้เดียวครึ่งหลังที่ยิงหลุดกรอบไปเอง

ผมบางทีอาจรู้สึกไปเองว่า วาร์ดี้ มานะตอกหน้าอาร์เซน่อลให้ได้อีกครั้งด้วยการยิงประตูหรือพาทีมชนะให้ได้หลังจากปฏิเสธข้อเสนอแนะย้ายไปร่วมทีมปืนใหญ่อย่างไม่ใยดีในช่วงก่อนยูโรที่ผ่านมา

หลายจังหวะไม่สำคัญต้องวิ่งขนาดนั้น แต่หัวหอกความเร็วสูงก็ยังสับฝีเท้าเข้าใส่แบบไม่ยั้ง

การยืนตำแหน่งในแนวรับอาร์เซน่อลไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังมีช่องให้เลสเตอร์จู่โจมหลายหน แต่การได้ โลร็องต์ กอสสิแอลนี่ กลับมาลงสู่สนามก็ช่วยจัดการเกมรับให้ลงตัวกว่าเกมแรกมากมายทีเดียว

กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสชุดอกหักยูโร มิได้ลงเล่นเกมปรีซีซั่นแม้แต่นัดหมายเดียว ความฟิตยังไม่เต็มที่ด้วยเนื่องจากกลับมาซ้อมคราวหลัง แต่ก็จำเป็นที่จะต้องลงเล่นเนื่องจากเวนเกอร์จะมาดื้อดันใช้เซนเตอร์ดาวรุ่งพร้อมกัน 2 คนมิได้อีกแล้ว

ค้างลั่ม แชมเบอร์ส หลุดตำแหน่ง เวลาที่ ร็อบ โฮลดิ้ง ได้โอกาสพิสูจน์ตนเองอีกนัดหมาย แล้วก็ทำได้ดีขึ้นมากมายกับการมีรุ่นพี่อย่าง กอสสิแอลนี่ คอยประคับประคอง

กองหลังน้ำหอมคัมแบ็กได้ดีกว่าที่คาด เกมรับอาร์เซน่อลอุ่นใจขึ้นมากเนื่องจากเล่นแบบรู้ดีว่าจังหวะไหนควรจัดการทิ้งทันที จังหวะไหนควรจับก่อนแล้วค่อยถ่ายบอลออกซ้ายขวา กลเม็ดเด็ดพรายและก็ประสบการณ์คือสิ่งที่อาร์เซน่อลขาดไปในเกมแพ้ลิเวอร์พูลคาบ้าน

อาร์เซน่อลโดนทดลองเกมรับคล้ายๆวันพบหงส์แดง เนื่องจากพบแนวรุกที่มีความเร็ว ต่อบอลแม่นเท้าสู่เท้า ถ้าไม่ทันดูแลตัวก็ถูกลงโทษในทันทีทันใด

รานิเอปรี่ ใช้ความขยันของ เคยชินจิ โอกาซากิ มาช่วยวาร์ดี้ ตั้งแต่นาทีแรกข้างหลังเป็นเพียงแค่สำรองในเกมแพ้ฮัลล์ หลังจากนั้นก็หย่อนยานมูซ่า มาป่วนในตอนท้ายซึ่งต่างทำได้ดีทั้งคู่

เลสเตอร์ แสดงออกให้มองเห็นถึงความอยากและก็เอาจริงเอาจัง พวกเขารู้ว่าบางทีอาจไม่มีปาฏิหาริย์เป็นต้นว่าฤดูกาลก่อน และก็ถ่อมตนสุดๆดูจุดมุ่งหมายแต่เดิมที่เคยดูคือขอเพียงแค่รอดตกชั้น แต่ถ้าเกิดยังเล่นในทรงนี้ก็น่าจะติดกลุ่ม 6-7 ทีมเต็งได้ไม่ยาก

ถ้าเกิดจะมีจุดที่น่าห่วง ผมดูไปที่เนื้อหาเล็กๆน้อยๆที่ถ้าเป็นฤดูกาลก่อนจะ ''เข้าทาง'' อยู่ตลอด

ประมาณว่าทำอะไรก็ดีแล้วไปหมด ขนาดในวันที่เล่นแย่ก็ยังแทรกชนะได้ ทำเรื่องอัศจรรย์ให้แปลงเป็นเรื่องปกติ

อย่างการพบฮัลล์ในภาวะไม่มีผู้ฝึกสอนอาทิตย์ก่อน ก็ควรจะเป็น 3 คะแนน ไม่ใช่กลับออกมามือเปล่า

เหมือนกันกับเมื่อในบ้านล่าสุดที่ต้องได้จุดโทษ ไม่ใช่ถูกปฏิเสธถึง 2 ครั้ง หรืออย่างจังหวะยิงของวาร์ดี้ และก็ผีเรซ ก็ควรซุกตูดตาข่ายไปแล้ว

ฤดูกาลก่อน เลสเตอร์ เป็นทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดถึง 12 ครั้ง (พลาด 2) คิดเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณประตูทั้งหมด

หรืออย่างอาการบาดเจ็บตั้งแต่ต้นครึ่งหลังของ น็องปาลีส เมนดี้ ตัวแทน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ก็ไม่ใช่สิ่งคุ้นหน้านักเมื่อดูย้อนไปในช่วงฤดูกาลประวัติศาสตร์

เลสเตอร์ เป็นทีมที่จัดชุดเก่งลงสู่สนามได้สม่ำเสมอมากที่สุด นับเป็นนาทีมากยิ่งกว่าทุกทีมในลีกเนื่องจากแทบไม่ปวดศรีษะกับปัญหาผู้เล่นตัวหลักบาดเจ็บหรือติดโทษแบน คือมีน้อยมาก

แต่อาการบาดเจ็บของเมนดี้ เมื่อวันเสาร์คือสัญญาณที่ไม่ดี และก็เป็นการเดี้ยงจากการวิ่งหวดบอลทิ้งแล้วเท้าพลิกไปเอง มิได้โดนคู่ลำแข้งเสียบทำฟาวล์

ทั้งแพ้พลิกล็อกให้น้องใหม่ในเกมแรก ทั้งการมิได้จุดโทษที่ควรได้ หรืออาการบาดเจ็บของผู้เล่นในนัดหมายสอง

สิ่งพวกนี้เหมือนชี้แนะให้มีความคิดเห็นว่า อะไรต่างๆที่เคยเป็นใจให้เลสเตอร์บางทีอาจไม่เหมือนเดิม

แต่กระนั้นในรูปภาพกว้าง รานิเอปรี่ มีเรื่องให้กลุ้มอกกลุ้มใจน้อยกว่า เวนเกอร์

กองทัพหมาจิ้งจอกเสริมกองทัพเตรียมความพร้อมต่อกรฤดูกาลอันท้าทายได้ดีเลิศ ปรับปรุงแก้ไขทุกจุดไล่ตั้งตั้งแต่ผู้เฝ้าประตูจนถึงกองหน้า ประเมินตนเองอย่างเข้าใจและก็ทราบภาวะ ไม่หวังสูงเพื่อสร้างความกดดันโดยใช่เหตุ

ที่สำคัญกุนซืออิตาลีได้รับแรงหนุนจากกองเชียร์เต็มที่ ถึงแม้ว่าจะฤดูกาลนี้จบเพียงแค่กึ่งกลางตารางก็คงจะมิได้ยินเสียงฟูมฟายจากอรรธจันทร์มากนัก ซึ่งประเด็นนี้ต่างจากเวนเกอร์ลิบตาลับ

อีกไม่กี่อาทิตย์ด้านหน้า เวนเกอร์ จะคุมทีมอาร์เซน่อลครบ 20 ปี ขณะช้านานขนาดนี้ควรได้รับการเชิดชูชื่นชมอย่างที่สุด แต่แปลงเป็นว่าเสียงก่นดุด่ามีมากยิ่งกว่า

กุนซือชาวฝรั่งเศสบางทีอาจพูดว่าพึงพอใจที่คลีนชีตกลับออกมาจากรังหมาจิ้งจอก ซึ่งก็จำเป็นจะต้องพึงพอใจจริงๆแหละกับภาวะทีมที่ไม่สมบูรณ์ และก็รอดตัวจากจุดโทษ

แต่ถ้าคิดว่าออกสตาร์ต 2 นัดหมายได้เพียงแค่คะแนนเดียว เวลาที่กระแสจู่โจมเรื่องเสริมกองทัพผู้เล่นใหม่ก็ดังระงม เวนเกอร์ ก็ทำให้ตนเองอยู่ในจุดที่ลำบาก และก็บีบคั้นเกินไป

เขาทำให้ทีมขาดการตระเตรียมที่ดี และก็ ''ไม่พร้อม'' เมื่อฤดูกาลประเดิม และก็เมื่อมีโอกาสจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นก็ชักช้าอืดอาด อ้างแต่ค่าตัวไม่สมเหตุสมผลทำให้พลาดได้ผู้เล่นใหม่ที่ควรได้ตั้งนาน

นับจากเข้ามาคุมทีมเมื่อปี 1996 เวนเกอร์ ดึงนักเตะใหม่ทันเล่นในนัดแรกของฤดูกาลเพียง 61 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขนี้บอกอะไรกับเรา

มันคือสิ่งที่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า เวนเกอร์ ประเมินเหตุการณ์ไม่ถูกในหลายหน ประเมินทีมตนเองไว้สูงเกินจริง เหมือนคนโดนมีดฟันแผลลึกกว้างแต่เอาพลาสเตอร์มาแปะ พลางปลอบประโลมตนเองว่าพร้อมลุย

ท้ายที่สุดก็อย่างที่มองเห็น โดนเปิดแผลให้เละเทะตั้งแต่หัววันจึงรีบแจ้นไปพบหมอ ได้รักษาก็ดีแล้วไป แต่บางคราวก็ได้เพียงแค่ยาถุงใหญ่มาบรรเทาความเจ็บปวด

ขอชู 2 แบบอย่างชัดเจน

ต้นฤดูกาล 2011/12 โดนแมนฯ ยูไนเต็ดขยี้ 8-2 กระทั่งต้องวิ่งตาโพลงไปกวาดเอาทั้ง แพร์ แมร์เตซัคเคอร์, อันเดร ซานโตส, มิเคล อาร์เตต้า, พาร์ค ยก-ยอง และก็ ยอสซี่ เบนายูน ในสองวันสุดท้ายก่อนตลาดปิด

เหมือนกันกับฤดูกาล 2013/14 ที่คอหักคาบ้านแพ้ต่อแอสตัน วิลล่า 1-3 จึงยอมตีคลังเก็บของทุ่มซื้อตัว เมซุต โอสิล มาร่วมทีม

ก่อนตลาดปิดในอีกไม่กี่วันหน้า เวนเกอร์ ก็บางทีอาจได้ใครซักคนเข้ามาลดกระแสจู่โจมจากแฟนบอล แต่จะแปลงเป็นคนล่าสุดของกลุ่มสี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่มาข้างหลังฤดูกาลประเดิม มาเพื่อไขปัญหาเฉพาะหน้า และก็มาเนื่องจากเหตุการณ์บีบบังคับ

ทีมแชมป์เลสเตอร์ และก็รองแชมป์อย่างอาร์เซน่อลเริ่มฤดูกาลด้วยการเพิ่งจะมีแต้มแรก

แต่เหตุการณ์ไม่เหมือนกันอย่างมาก

admin